อาชญากรรมทางเพศ “ข่มขืน” นับวันจะยิ่งเป็นปัญหาที่ลุกลามขยาย วงมากขึ้นเรื่อย ๆ เป็นลำดับท่ามกลางเสียงเรียกร้อง-เสนอให้มีการ “เพิ่มโทษ” ผู้ก่อคดี...คดีข่มขืนก็ยังคงเกิดขึ้นต่อเนื่องเหมือนท้าทาย ยุคนี้เด็กหญิงวัยแค่ 1-2 ขวบ...ก็ยังถูกข่มขืน ยายแก่ ๆ อายุเฉียดร้อย...ก็ใช่ว่าจะปลอดภัย แม้แต่ “แม่ชี” ก็ยังไม่วายตกเป็นเหยื่อกามโฉด ซ้ำรายบางคดี “ตำรวจ” ก็เป็น “ไอ้หื่น” เสียเอง !!
หลายคนคงร้องถามขึ้นซ้ำ ๆ อีกว่า...มันเกิดอะไรขึ้นกับสังคมไทย ?? ทำไมสังคมไทยมันเสื่อมทรามลงทุกวัน ?? แล้วทางออก-ทางแก้ไขป้องกันปัญหานี้มันน่าจะอยู่ตรงไหน-มันควรจะเป็นเช่นไร ?? กับปัญหา “ข่มขืน” ที่ยุคนี้เกิดถี่ยิบ เกิดแม้แต่ในบ้านของเหยื่อเอง...โดยน้ำมือคนในครอบครัวตนเอง นักวิชาการด้านผู้หญิงอย่าง พรเพ็ญ คงขจรเกียรติ ผู้ประสานงานโครงการสตรีของฟอรั่มเอเชีย บอกว่า...รู้สึกตกใจที่ช่วงหลายเดือนมานี้มีคดีทางเพศสูงขึ้น ซึ่งสื่อมวลชนก็ให้ความสนใจนำเสนอข่าวเกี่ยวกับเรื่องนี้มากขึ้น สื่อมวลชนมีการนำเสนอกรณีที่ดู “ไม่ธรรมดา” กรณีแปลก ๆ อยู่เรื่อย ๆ โดยเฉพาะกรณีข่มขืนที่มีเรื่องอายุ-สถานภาพที่แตกต่างกันมาก มีการ นำเสนอ “ความผิดปกติ” ให้สังคมเห็น ซึ่งหากจะถามว่าการข่มขืนมีจำนวนเพิ่ม สูงขึ้นแค่ไหน ? คงตอบไม่ได้เรื่องตัวเลขที่ชัดเจน แต่ที่ชัดขึ้นคือพื้นที่ในการนำเสนอข่าวข่มขืนที่มีสูงขึ้น
“อาจเพราะการแพร่หลายของสื่อลามกราคาถูก มันกระจายไปกว้าง ขึ้น เข้าถึงกลุ่มต่าง ๆ ได้ง่ายขึ้น ขณะที่ความรู้เกี่ยวกับเรื่องเพศที่ถูกต้อง กลับลดลง เข้าถึงกลุ่มโดยตรงได้น้อยลง ซึ่งมันสวนทางกัน” สำหรับแนวทางการแก้ไขนั้น พรเพ็ญมองว่า...ยังห่างไกล เหตุเพราะ “ขาดความเอาจริงเอาจังต่อเนื่อง” เกิดเหตุรุนแรงทีก็ขยับตัวกันที และที่สำคัญ...ตราบใดที่ผู้ชายยังมองผู้หญิงเป็น “เครื่องมือระบายอารมณ์ทางเพศ” ก็คงยากที่ปัญหาจะเบาบางลง ซึ่งปัญหามาจากการไม่กลัวกฎหมาย ไม่รู้จักผิดชอบชั่วดี
“แต่ปัญหาไม่ใช่มาจากตัวกฎหมาย เพราะกฎหมายรุนแรงอยู่แล้ว” ...นักวิชาการฟอรั่มเอเชียกล่าว ทางด้านมุมมองของนักวิชาการด้านกฎหมาย รศ.วีระพงษ์ บุญโญภาส คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก็เห็นว่ากฎหมายเกี่ยวกับคดีข่มขืนที่ใช้อยู่ปัจจุบันก็แรงพออยู่แล้ว เพียงแต่ “การบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังยังทำได้ไม่ดีพอ” ที่สำคัญ...ผู้ก่อเหตุไม่มีความยำเกรงกฎหมาย เกิดค่านิยมผิด ๆ เกี่ยวกับเรื่องเพศมาก ซึ่งสาเหตุส่วนใหญ่มาจากแรงจูงใจทางสังคมในเรื่องเพศที่ผิด ๆ มีสูง จนทำให้บางคนขาดความยับยั้งชั่งใจ
“น่าจะมีการพัฒนาระบบการใช้กฎหมายที่มีอยู่ และรัฐควรจะเปิดเผยตัวเลขสถิติคดีข่มขืนออกมาให้ชัดเจน เพื่อให้คนในสังคมได้ตระหนักว่าเรื่องนี้เป็นปัญหาใหญ่ขึ้นทุกวัน ๆ” อย่างไรก็ตาม กรณีที่ผู้หญิงจะถึงกับต้องพกพา “อาวุธป้องกันตัว” นั้น รศ.วีระพงษ์บอกว่า...คงไม่ใช่เรื่องดี เพราะหากคนร้ายแย่งชิงได้ก็ยิ่งเป็นการเพิ่มความน่ากลัวให้กับคนร้าย ยิ่งเป็นผลร้ายแก่เหยื่อเอง “ทางที่ดีคือทำให้สังคมได้รับรู้อันตรายตรงนี้ ทำให้เกิดความตระหนักว่าจะต้องเพิ่มความระมัดระวังมากขึ้น !!” มนตรี สินทวิชัย หรือ ครูยุ่น ส.ว.สมุทรสงคราม รองประธานคณะกรรมาธิการกิจการสตรี เยาวชน และผู้สูงอายุ วุฒิสภา มองปัญหา “ข่มขืน” ที่กำลังขยายวงกว้างขึ้นว่า...คนมักจะไปสนใจที่กฎหมาย ซึ่งกฎหมายมีความรุนแรงและมีบทลงโทษที่หนักอยู่แล้ว ดังนั้น ควรจะมองไปที่ต้นตอการเกิดของปัญหาว่ามีที่มาที่ไปอย่างไร ? ผู้ที่ตกเป็นเหยื่อได้รับการปกป้องที่ดีจากสังคม-จากชุมชนเพียงพอแล้วหรือยัง ?
“มาตรการทางสังคมต่างหากที่ดูจะอ่อนด้อย จนเกิดความอ่อนแอ” ครูยุ่นขยายความว่า...โดยส่วนตัวแล้วเห็นว่าการสกัดกั้น มาตรการในเชิงนโยบายเกี่ยวกับการป้องกันปัญหา อ่อนแอมาก ที่สำคัญ...การที่คดีข่มขืนสูงขึ้นก็เป็นเพราะเดี๋ยวนี้กลุ่มผู้กระทำหรือนักข่มขืน กับกลุ่มผู้ถูกกระทำหรือเหยื่อ ไม่ได้อยู่ในวงแคบ ๆ แต่ขยายออกไปแทบจะทุกกลุ่ม ทุกอายุ ทุกสถานภาพ ทุกเพศ ทั้งนี้ ปัญหาหลัก ๆ ก็คือ บางคน “มีค่านิยมทางเพศแบบผิด ๆ” และยังได้รับข้อมูลที่ถูกต้องเกี่ยวกับสิทธิเสรีภาพที่แท้จริงน้อยเกินไป หรือไม่ทราบบทบาทหน้าที่-สิทธิของตนเอง จนทำให้ลืมพื้นฐานความเป็นมนุษย์ไปหมด ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งในหลายสาเหตุ ซึ่งเป็นที่มาของปัญหาที่เกิดขึ้น
“การข่มขืนมันไม่ได้หยุดอยู่แค่ผู้หญิงสาว ๆ แต่ลามถึงทุกกลุ่มที่บรรดานักข่มขืนมองเห็น ไม่เว้นแม้แต่เด็ก คนแก่ หรือแม้แต่ผู้ชายด้วยกันเอง ดังนั้น การแก้ปัญหาก็ควรจะต้องลงไปที่ระดับฐานรากจริง ๆ ทำให้ชุมชนและคนในสังคมรับรู้ว่านี่เป็นปัญหาของสังคมแล้ว เป็นปัญหาเร่งด่วนที่ต้องช่วยกัน ที่สำคัญต้องไม่ดำเนินกิจกรรมที่จะสร้างความเข้มแข็งแบบคลื่นกระทบฝั่งเหมือนทุก ๆ ครั้ง”...ครูยุ่นกล่าว “ข่มขืน” วันนี้มิใช่แค่เรื่อง “หน้ามืด-โชคร้าย” อีกแล้ว มันกลายเป็น “ผีร้าย” ที่สิง-ที่ทำร้ายใครก็ได้...ทุกเวลา เป็นปัญหาซ้ำซากที่เกินกว่าคำว่า “รุนแรง” ไปแล้ว !!!.
http://artsmen.net/content/show.php?Category=newsboard&No=2899
วันอังคารที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2553
บีพีเอ
"...มีงานวิจัยหลายอย่างที่มีผลให้น่าสงสัยว่าบีพีเอ หากสะสมอยู่ในร่างกาย จะส่งผลกระทบต่อฮอร์โมนเพศ จึงทำให้เกิดความผิดปกติต่างๆ เช่น การสื่อสารระหว่างเซลล์ประสาทในสมอง การเจริญเติบโตเข้าสู่วัยรุ่นก่อนวัยอันควร โรคอ้วน โรคเบาหวาน โรคมะเร็งเต้านมในผู้หญิง และมะเร็งต่อมลูกหมากในผู้ชาย..." อาจจะบอกได้ว่า "ของเล่น-ของใช้เด็ก" 90% เป็น "พลาสติก" ดังนั้นจึงแทบจะเป็นไปไม่ได้ที่เราจะหลีกเลี่ยงการใข้ข้าวขอพลาสติก ซึ่งบางอย่างนั้นก็มี "ภัย" ร้ายซ่อนตัวอยู่ ทั้งนี้ รศ.นพ.อดิศักดิ์ ผลิตผลการพิมพ์ หัวหน้าศูนย์วิจัยเพื่อสร้างเสริมความปลอดภัยและป้องกันการบาดเจ็บในเด็ก ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทย์ศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี ได้อธิบายถึงภัยของ "พลาสติก" ที่บางอย่างเราคาดไม่ถึงว่าจะทำร้าย "เจ้าตัวน้อย" ของเรา ผ่านนิตยสาร "รักลูก" ดังนี้ พลาสติก คือโพลิเมอร์ (Polymer) ชนิดหนึ่ง แต่เป็นโพลิเมอร์ชนิดที่สังเคราะห์ขึ้นมาเอง และเนื่องจากพลาสติกจะสัมผัสกับอาหารโดยตรง ซึ่งอาหารก็จะมีทั้งความร้อน ความเย็น น้ำมัน ความเป็นกรดเป็นด่าง คุณสมบัติเหล่านี้อาจทำให้สารต่างๆ ในพลาสติกรั่วไหลออกมาและปนเปื้อนเข้าสู่ร่างกายก็จะเป็นอันตรายได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเป็นอันตรายแบบเรื้อรัง สะสมในร่างกายอาจก่อให้เกิดโรคในอนาคต เช่น โรคมะเร็งการเปลี่ยนแปลงฮอร์โมน หรือก่อให้เกิดความผิดปกติในยีนของเด็กในครรภ์ ปัจจุบันนั้นนักวิทยาศาสตร์มีความกังวลเกี่ยวกับพลาสติกอยู่ 3 ชนิด คือ "บีพีเอส" "สไตรีน" และ "ทาเลท" บีพีเอ : สารรบกวนฮอร์โมนจากต่อมไร้ท่อ บีพีเอ จัดเป็นสารต้นกำเนิดของโพลิคาร์บอเนต นำมาทำขวดนมเด็ก ถ้วยชาม ขวดน้ำ ของเล่น โพลิคาร์บอเนต (Polycarbonate : PC) มีลักษณะโปร่งใสแข็ง ทนแรงยึดและแรงกระแทกได้ดี ทนความร้อนสูง ทนกรด แต่จะไม่ทนด่าง เป็นรอยยาก คราบอาหารจับยาก การศึกษาศูนย์ควบคุมโรค ของสหรัฐอเมริกาพบว่า คนอเมริกันร้อยละ 95 ตรวจพบสารบีพีเอในร่างกายไม่มากก็น้อย ซึ่งไม่น่าแปลกใจเลยว่าทำไมข้อมูลอุตสาหกรรม แสดงว่าในประเทศไทยใช้บีพีเอ 6,000 ล้านปอนด์ต่อปี มีงานวิจัยหลายอย่างที่มีผลให้น่าสงสัยว่าบีพีเอ หรือ Bishenol A หากสะสมอยู่ในร่างกาย จะส่งผลกระทบต่อฮอร์โมนเพศ ESTROGEN จึงทำให้เกิดความผิดปกติต่างๆ เช่น การสื่อสารระหว่างเซลล์ประสาทในสมอง การเจริญเติบโตเข้าสู่วัยรุ่นก่อนวัยอันควร โรคอ้วน โรคเบาหวาน โรคมะเร็งเต้านมในผู้หญิง และมะเร็งต่อมลูกหมากในผู้ชาย ผลวิจัยล่าสุด ที่มีชื่อว่า Bishenol A หรือ บีพีเอ (BPA) เป็นสาเหตุทำให้ "เจ้าจ๋อ" african green monkey มีความผิดปกติในการสื่อสารระหว่างเซลล์สมอง (less synapse density in their brains) แม้แต่ใส่สาร BPA ในปริมาณที่ อย.อเมริกา (FDA) ยืนยันว่าปลอดภัย ก็มีผลร้ายต่อสมองลิงเช่นกัน ทางด้านผู้ผลิตขวดนม ขวดน้ำรายใหญ่ รายย่อย ออกมาโต้แย้งกันว่าเชื่อถือไม่ได้ ไร้สาระ และไม่มีหลักฐานใดๆ ว่ามีผลต่อมนุษย์ แถมยังยันกลับด้วยผลการศึกษาในอีกบางสำนักทั้งจากสหรัฐฯ ยุโรป และญี่ปุ่น ที่ชี้ว่าขวดพลาสติกโพลีคาร์บอเนทที่มีส่วนผสมของบีพีเอในปริมาณเล็กน้อยนั้นมีพิษต่อสัตว์ แต่ไม่ทำลายสุขภาพของคน
ภัยจากเว็บไซต์
เว็บไซต์ที่ไม่เหมาะสม ถือเป็นประเด็นร้อนระดับประเทศในช่วงที่ผ่านมา เว็บไซต์ถือเป็นเครื่องมือสื่อสารทันสมัยในโลกดิจิตอลทุกวันนี้ เปิดประเด็นด้วยคำถามสะกิดใจ "มีบ้างไหม ที่ท่องโลกอินเตอร์เน็ต โดยไม่เปิดเว็บไซต์" สถิติจากสำนักบริการเทคโนโลยีสารสนเทศภาครัฐ (สบทร.) เผยว่าจำนวนเครื่องที่เข้าเยี่ยมชมเว็บไซต์ (ณ วันที่ 18 ก.พ. 52) มีทั้งสิ้น 4,008,728 เครื่อง เว็บไซต์จึงถือเป็นหัวใจของการท่องเน็ต ทว่า เราจะกรองเว็บไซต์ไม่เหมาะสมออกจากเว็บไซต์ทั่วไปได้อย่างไร? ภัยคุกคามที่เกิดขึ้นบนเว็บไซต์ สรุปได้ดังนี้ 1.ภัยคุกคามจากเว็บไซต์หลอกลวง ได้แก่ เว็บที่มีการหลอกให้ทำธุรกรรมออนไลน์ เพื่อดักข้อมูลในการกรอกค่า User ID และ Password ซึ่งมักจะตั้งชื่อ URL หรือ Domain name ใกล้เคียงกับเว็บไซต์จริง, เว็บไซต์ที่หลอกให้ผู้ใช้งาน download โปรแกรมไม่พึงประสงค์ ที่มีคุณสมบัติในการดักข้อมูล โดยหลอกให้ผู้ใช้งานตกเป็นเหยื่อของเนื้อหาชวนเชื่อ จำพวกยาลดความอ้วน, งานที่ได้รับค่าตอบแทนสูงเกินปกติ, โปรแกรม crack serial no., กลโกงเกมส์ เป็นต้น 2.ภัยคุกคามจากเว็บที่มีเนื้อหาไม่เหมาะสม ได้แก่ เว็บไซต์ลามกอนาจาร, เว็บไซต์พนัน, เว็บข้อมูลขยะ เช่น เว็บบอร์ดที่มี Botnet มาตั้งศูนย์ส่งข้อมูลชวนเชื่อ เช่น โฆษณาขายสินค้า ขายยา ขายบริการต่างๆ, เว็บไซต์ที่มีเนื้อหากระทบความมั่นคง ซึ่งอาจเข้าข่ายหมิ่นสถาบันหลักของชาติ 3.ภัยคุกคามที่เกิดจากเว็บเครือข่ายสังคม ได้แก่ เว็บเกมส์ออนไลน์, เว็บ Social Network เช่น Hi5, Facebook ในส่วนนี้อาจเชื่อมกับภัยคุกคามจากการหลอกลวงในรูปแบบอื่นได้ เช่น การขายบริการทางเพศ, การสอนเสพยาเสพติด ดังที่พบเห็นเป็นข่าวเมื่อเร็วๆ นี้ เพื่อป้องกันปัญหาดังกล่าวข้างต้น ประเด็นหนึ่งที่เด่นชัดและเป็นที่ถกเถียงกัน คือ การปิดกั้นเว็บไซด์ไม่ใช่คำตอบสุดท้าย เพราะไม่ใช่ทางออกที่ดีที่สุด โดยเฉพาะกับงานสืบสวนสอบสวนแล้ว ไม่ถือว่าเหมาะสมนัก เนื่องจากเราจะไม่อาจหาข้อมูลแหล่งที่มาของผู้กระทำความผิดได้เลย ประโยชน์ของการเฝ้าระวังภัยเว็บไซต์ที่ไม่เหมาะสม ในระดับเครือข่ายทั่วไป เช่น บริษัท ห้างร้าน เครือข่ายขนาดกลาง/เล็ก สามารถปิดกั้นเว็บไซต์ไม่เหมาะสมเพื่อให้พนักงานใช้ช่วงเวลาทำงานให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด และเก็บบันทึกข้อมูลหลักฐานที่สามารถสืบค้นได้ เพื่อเป็นประโยชน์ในการเก็บสถิติและประเมินพฤติกรรมการใช้งานอินเตอร์เน็ตในองค์กร ในระดับประเทศ หรือในระดับผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ต ประโยชน์ที่ได้รับคือหลักฐานประกอบคดี เพื่อใช้สืบหาผู้กระทำความผิด
ภัยร้ายจากบัตรATM
คนร้ายที่มีพฤติการณ์ในการลักลอบโจรกรรมข้อมูลบัตรเอทีเอ็มและบัตรเครดิต มักจะทำงานกันเป็นขบวนการ มีเครือข่ายอยู่ในหลายประเทศทั่วโลก โดยมีทั้งในกลุ่มประเทศเอเชียและยุโรป ซึ่งมีมากที่สุดคือในประเทศมาเลเซีย ทั้งนี้ คนร้ายจะนำเครื่องสกริมเมอร์มาติดตั้งไว้ตามตู้เอทีเอ็มต่างๆ เพื่อดูดข้อมูลจากบัตรแล้วนำข้อมูลนั้นไปปลอมแปลงบัตรใบใหม่ แล้วนำไปใช้ในการกดเงินสด ขณะที่บัตรเครดิตจะมีปัญหามากกว่าบัตรเอทีเอ็ม เพราะนอกจากคนร้ายจะนำไปใช้ในการกดเงินสดแล้วก็จะนำไปใช้รูดซื้อสินค้าด้วย ขณะเดียวกัน ผู้ใช้บริการตู้เอทีเอ็มจะต้องระมัดระวัง ก่อนใช้บริการทุกครั้งจะต้องสังเกตให้รอบคอบว่าตู้เอทีเอ็มที่เลือกใช้มีสิ่งแปลกปลอมหรือไม่ และทุกครั้งที่จะกดระหัสบัตรก็ให้ใช้มือบัง สังเกตให้ดีว่ามีใครจ้องมองดูอยู่หรือไม่ ส่วนกรณีบัตรเครดิตก็ต้องระวังทุกครั้งที่นำไปใช้ต้องสังเกตอย่างใกล้ชิด หากนำบัตรไปใช้รูดซื้อสินค้าก็ต้องสังเกตไม่ให้คลาดสายตา สำหรับการกดรหัสบัตรเอทีเอ็มนั้น ข้อมูลจะมี 2 ชุด อยู่ตรงแถบแม่เหล็ก ดังนั้น ลูกค้าที่ใช้บริการต้องระมัดระวังรหัส 4 ตัว เวลากดบัตรต้องใช้มือซ้ายบังเพื่อป้องกันการแอบดู หรือการแอบดูโดยกล้องวงจรปิด ถ้าเขาไม่รู้รหัสก็ทำอะไรไม่ได้ แต่ถ้าไม่แน่ใจว่ามีคนแอบดูหรือไม่ก็เปลี่ยนรหัสบ่อยๆ ส่วนการใช้กล้องเล็กนั้น มิจฉาชีพจะติดเหนือเครื่องเป็นรูเล็กๆ เท่าปลายเข็ม ถ้าเอามือบังก็จะมองไม่เห็น อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่าคนร้ายพัฒนารูปแบบและวิธีการอย่างต่อเนื่อง เพื่อกระทำความผิดให้ได้ทำให้ป้องกันได้ยาก ส่วนวิธีการสังเกตว่าเครื่องเอทีเอ็มเครื่องไหนติดตั้งเครื่องป้องกันการดูดข้อมูลแล้วหรือไม่นั้น ให้สังเกตไฟกะพริบ หากเห็นมีไฟสีเขียวกะพริบตรงช่องเสียบบัตรก็แสดงว่า เครื่องเอทีเอ็มดังกล่าวได้ติดตั้งเครื่องป้องกันไว้แล้ว ทั้งนี้ ผู้ถือบัตรขอให้สบายใจได้ว่า หากถูกโจรกรรมข้อมูลจากบัตรเอทีเอ็มหรือบัตรเครดิตไป ความเสียหายที่เกิดขึ้นทั้งหมดทางธนาคารจะเป็นผู้รับผิดชอบ ส่วนกลุ่มมิจฉาชีพที่หลอกลวงทางโทรศัพท์ให้ไปกดเงินที่เอทีเอ็ม ซึ่งไม่มีใครสามารถสั่งให้เราทำการใดที่ตู้เอทีเอ็มได้ ธนาคารทุกธนาคารไม่มีนโยบายสั่งการให้ลูกค้าไปทำธุรกรรมใดๆ ที่ตู้เอทีเอ็ม
จาก http://www.easycashservice.com/psc1.html
จาก http://www.easycashservice.com/psc1.html
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)