ระวังภัยจากแก๊ง โจรต่างชาติ (ไทยรัฐ)
สมัยนี้มีชาวต่างชาติเข้ามาในบ้านเมืองเรากันเยอะเนอะ ซึ่งเป็นเรื่องน่ายินดี ถ้าชาวต่างชาติเหล่านี้สนใจเข้ามาท่องเที่ยว, เข้ามาทำธุรกิจหรือแวะพักผ่อนก่อนเดินทางต่อไปยังบ้านเกิดเมือง นอนของเค้า เพราะเมืองไทยน่ะเวลคัม (ต้อนรับ) นักท่องเที่ยวและนักธุรกิจชาวต่างชาติด้วยความยินดีและยื่นไมตรีให้พวกเค้า กันอยู่แร้น ซึ่งที่ผ่านมาชาวต่างชาติส่วนใหญ่เป็นคนน่ารัก, อัธยาศัยดี และรักเมืองไทยกันทั้งน้าน แต่เอ๊ะ... ทำมั้ย ทำไมเดี๋ยวนี้ถึงได้มีข่าวเกี่ยวกับชาวต่างชาติบางคนทำตัวเป็นโจร, เป็นขโมยหรือเรียกรวม ๆ ว่าเป็นผู้ร้าย แล้วฉวยโอกาสก่อคดีฉกชิงวิ่งราว,ลักทรัพย์, ปล้นชิงทรัพย์, ค้ายาเสพติด, หลอกสาวไทยไปปู้ยี่ปู้ยำ (หลอกกินไข่แดงแล้วไม่รับผิดชอบ...มันน่าโดนตื้บนะ) ตลอดจน ชาวต่างชาติบางกลุ่มยังมาตั้งแก๊งโจรกรรมทรัพย์สินตามบ้านก็ด้วย
งั้นแสดงว่านอกจากพวกเราต้องระมัด-ระวังโจรที่เป็นคนไทยด้วยกันแล้ว เรายังต้องระวังชาวต่างชาติที่แฝงตัวเข้ามาเป็นโจรในบ้านเราอีกน่ะซี...เฮ่อ เซ็งจังแฮะ
สงสัยโลกคงแคบลงแหงเลย แถมการคมนาคมดันสะดวกสบายกว่าแต่ก่อนก็เงี้ย จึงทำให้ผู้ร้ายชาวต่างชาติถือโอกาสเข้ามาทำมาหากินกันอย่างเป็นล่ำเป็นสัน ทั้งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัด
จึงมีเสียงเตือนจากตำรวจปทุมธานี ที่จับไต๋วิธีการเข้ามาปล้นและขโมยทรัพย์สินภายในบ้านของประชาชนมาเล่าสู่ กันฟัง ซึ่งควรรู้ไว้เพื่อประโยชน์และความปลอดภัยของทุกท่านนะฮ้า
ทั้งนี้ พล.ต.ต.เมธี กุศลสร้าง ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดปทุมธานี เปิดเผยว่า นอกจากตนจะสั่งให้ตำรวจทุกท้องที่ใน จ.ปทุมธานีจับตาแก๊งมาเฟียชาวโคลอมเบีย ที่เข้ามาดำเนินธุรกิจผิดกฎหมายแล้ว ยังสั่งให้ติดตามความเคลื่อนไหวของแก๊งโจรกรรมชาวต่างชาติที่เข้ามาอาศัย จ.ปทุมธานีเป็นที่พัก และออกตระเวนโจรกรรมทรัพย์สิน ตามบ้านเรือนทั้งในกรุงเทพฯและ จ.ปทุมธานีด้วย
"แก๊งนี้จะอาศัยความ เป็นชาวต่างชาติ ขับรถเข้าไปตามหมู่บ้านใหญ่ๆ ใช้วิธีการว่าพูดภาษาไทยไม่ได้เพื่อหลอกให้ รปภ.ในหมู่บ้านสับสน เพราะส่วนมาก รปภ.พูดภาษาอังกฤษไม่ได้ อีกทั้งยังแต่งกายภูมิฐาน ทำให้ รปภ.เกรงใจและปล่อยผ่าน เมื่อเข้าไปแล้วก็จะขับรถตระเวนกดออดหน้าบ้าน เพื่อเช็กว่ามีคนอยู่หรือไม่ ถ้ามีคนอยู่ก็จะแกล้งทำเป็นถามทาง แต่ถ้าไม่มีใครอยู่ในบ้านก็จะใช้กุญแจผีไขประตู เพื่อนำรถเข้าไปขนของ" ไอ้หยา! ทำไมไอ้โจรพวกนี้ถึงฉลาดนักวะ แต่ไม่ เป็นไร...ในเมื่อมาไม้นี้ได้ ก็ขอ แนะวิธีรับมือกับพวกโจรต่างชาติ มั่ง เช่น * การรักษาความปลอดภัยของ รปภ.ต้องรัดกุมขึ้น แบบว่าหากรถที่ชาวต่างชาติขับมามีพิรุธ ก็อย่าปล่อยให้เข้าหมู่บ้านไปตามลำพัง แต่ รปภ. นั่นแหละควรตามเข้าไปด้วย โจรจะได้ไม่กล้า * ก่อน รปภ.จะปล่อยชาวต่างชาติที่เป็นคนแปลกหน้าเข้าหมู่บ้าน ก็ขอบัตรประชาชนของเค้ามาจดหมายเลขหรือถ่ายเอกสารไว้ก่อนสิ หากเกิดเรื่องขึ้นมาจะได้ตามจับได้ไง.
http://icare.kapook.com/caution.php?ac=detail&s_id=19&id=2298
หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
วันอังคารที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553
วันอาทิตย์ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553
วันอังคารที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553
วันอังคารที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2553
เพื่อนคุยในโลกอินเตอร์เน็ต
บนโลกอินเทอร์เน็ตทำให้คนแปลกหน้าจากทั่วทุกมุมของโลกได้มารู้จักกัน ได้คุยกันหรือที่ภาษาเน็ตเรียกว่า แชต ผ่านเว็บต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น แคมฟร็อก ที่สามารถเห็นหน้าเห็นตา รูปร่างกันได้ หรือจะเป็น แชตรูม รวมทั้ง ไอเอ็ม เป็นชื่อเรียกย่อ ๆ ของโปรแกรมสนทนาทางอินเทอร์เน็ต เช่น แมสเซ็นเจอร์ ของเว็บไซต์เอ็มเอสเอ็นและยาฮู รวมถึง โปรแกรมไอซีคิว โดยสมาชิกสามารถค้นหาผู้เล่นคนอื่น ๆ ที่ใช้โปรแกรมเดียวกันจากทั่วโลกและเพิ่มรายชื่อเข้าไปในลิสต์เพื่อนได้ ตลอดจนโปรแกรมไออาร์ซีที่มีชื่อว่า เพิร์ช
การใช้อินเทอร์เน็ตในปัจจุบันขยายวงกว้างออกไปมาก โดยก้าวล่วงเข้าไปในทุกสาขาอาชีพ ไม่ได้จำกัดอายุและการศึกษา ทำให้ใครหลาย ๆ คนใช้สื่อไฮเทคนี้ในการหาเพื่อนคุย ไว้คลายเหงา หรือแม้กระทั่ง ไขว่คว้าหาความรักจากคนใน อินเทอร์เน็ต โดยไม่รู้ว่ากำลัง นำภัยเข้าหาตัว หรืออาจก่อให้เกิดเหตุการณ์สะเทือนใจได้โดยไม่คาดคิด!!
มีมิตรย่อมดีกว่าเป็นศัตรู แต่จะแน่ใจได้อย่างไรว่าคนที่เราสนทนาด้วยทางอินเทอร์เน็ตไม่ได้มีเจตนาอื่นแอบแฝง?? พ.ต.อ. ญาณพล ยั่งยืน รองเลขาธิการ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) ในฐานะนายกสมาคมผู้ดูแลเว็บไทย ให้ความรู้ในเรื่องนี้ว่า สถานการณ์การใช้อินเทอร์เน็ตในประเทศไทยมีปริมาณมากขึ้น และมีแนวโน้มจะมากขึ้นเรื่อย ๆ ข้อมูลจาก สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ พบว่า ประเทศไทยมีผู้ใช้อินเทอร์เน็ตประมาณ 6-7 ล้านคน และถ้ามองจากกราฟจะเห็นว่า ส่วนใหญ่ผู้ใช้จะเป็นกลุ่มวัยรุ่น โดยการใช้จะมุ่งไปที่การแชตและการใช้เฟสบุ๊ก ส่วนการใช้เป็นช่องทางหาความรู้ ค้นคว้าเรื่องต่าง ๆ มีน้อยมาก ซึ่งคงไม่แตกต่างอะไรกับโทรศัพท์มือถือ ที่ใช้กันในปัจจุบันประมาณ 40 ล้านเบอร์ อยู่ในมือของวัยรุ่นกว่าครึ่งและบางคนถือมากกว่า 1 เบอร์
สำหรับการใช้อินเทอร์เน็ตหาเพื่อน พูดคุยกันผ่าน เว็บต่าง ๆ ที่มีให้บริการนั้น ปัจจัยหนึ่งที่ทำให้กลุ่มคน เหล่านั้นหันมาพึ่งเทคโนโลยีสารสนเทศประเภทนี้ ต้องยอมรับ ว่าเด็กสมัยนี้ชอบใช้อะไรใหม่ ๆ ที่ทันสมัยโดยเฉพาะเทคโนโลยี รวมทั้งใช้เวลาว่างไปตามยุคสมัยด้วย บางครั้ง บางคนหาเพื่อนบนพื้นโลกไม่ได้ แต่สามารถหาเพื่อนบนเน็ตได้ เพราะอาจด้วยนิสัยที่ไม่ดี เข้ากับเพื่อนไม่ค่อยได้ เป็นคนขี้โกหก
อีกทั้ง โดยปกติเราทุกคนเมื่อมาอยู่ในกลุ่มเพื่อน ทุกคนจะมีทั้งปมเด่นและปมด้อยของแต่ละคนที่แตกต่างกันไป บางคน อ้วนเตี้ย ตัวดำ ตาเข ขาเป๋ พูดติดอ่าง เป็นรองคนอื่นเสมอ ๆ รู้สึกไม่มั่นใจในตัวเอง สวย หล่อสู้เพื่อนไม่ได้ พ่อเขารวย แม่เขาเป็นคนมีชื่อเสียง ฐานะด้อยกว่า แต่พอเข้าอินเทอร์เน็ตไปแล้วสิ่งเหล่านั้นไม่มีใครรู้ ไม่มีใครเห็น จะสร้างตัวตนอย่างไรก็ได้ ด้วยการตั้งฉายาเป็นชื่อต่าง ๆ คน ๆหนึ่งอาจมีหลายฉายา แล้วแต่ตัวละครที่อยากจะเป็น เพื่อสนองความต้องการบางอย่างของตนเองในสิ่งที่ขาดไป
ต่อมา คือ ได้รับการยอมรับ สมหวังมากขึ้น คนที่คุยด้วยจะเชื่อหรือไม่เชื่อก็ไม่เป็นอะไร จะโกหกหรือไม่ได้โกหกก็ไม่มีใครว่า แต่ที่สำคัญคือ ได้รับการตอบสนองที่ดีเพราะในขณะที่อยู่บนพื้นโลกไม่มีใครคบ หรือมีก็น้อย รวมทั้งมีแต่คน เหน็บแนม ดุด่าว่ากล่าว ประชดประชันให้เจ็บช้ำน้ำใจอยู่เรื่อย แต่เมื่อมาอยู่บนเน็ตแล้ว อยากจะว่าใครก็ว่าได้ ชอบใครก็บอกว่าชอบ และถ้ามีคนว่าเรามาก ๆ ก็เปลี่ยนชื่อแล้วเข้ามาใหม่ก็ไม่มีใครรู้
เนื่องจาก เด็กรุ่นใหม่สมัยนี้ ไม่ค่อยแคร์ความรู้สึกของเพื่อนฝูง คำว่าเกรงใจเพื่อนไม่อยู่ในความคิด ด้วยสังคมในปัจจุบันที่ไม่มีความเกรงใจ เอาแต่ความรู้สึกของ ตนเองเป็นใหญ่ ไม่คิดถึงหัวอกคนอื่น ทำให้ตนเองไม่ค่อยจะมีเพื่อน จึงต้องหันไปพึ่งอินเทอร์เน็ต จะได้มีเพื่อนมากขึ้น
“อีกปัจจัยที่สำคัญ คือ ความเหงา ไม่ใช่เข้าไปคุย เข้าไปโกหกว่าตนเองดี เด่น แต่เมื่อ เข้าไปแชตแล้วจะนั่งอ่านเรื่อง ที่คนอื่นเขาคุยกัน อาจมีการ แลกเปลี่ยนทรรศนะบ้างเป็นบางครั้ง อย่าง จริงจ้า อึม อืม หุหุ อิอิ ทำให้ดูเหมือนว่ามีสังคม มีเพื่อนได้ เป็นส่วนหนึ่งของสังคมเพียงแค่นี้ก็มีความสุข เป็นการคลายความเหงาลง ทำให้ผลที่ตามมา คือ ติดการแชต ต้องเล่นทุกวัน พอวันไหนไม่ได้เล่น จะรู้สึกเหมือนไม่ได้คุยกับใคร หงุดหงิด ต้องออนไลน์ เข้าไป แชต น้องนุ่นมาแล้วจ้า คิดถึง ทุกคนนะจุ๊บ จุ๊บ”
เมื่อเป็นเช่นนี้ ผู้เล่นต้องสร้างภูมิคุ้มกันตนเองเพื่อความปลอดภัย อันดับแรก เริ่มตั้งแต่การลงทะเบียนในอีเมลจากเว็บต่าง ๆ ต้องปลอม หรือปกปิด ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับตัวเราทั้ง หมด จะได้ไม่สามารถตามรอยได้ เพราะคนที่เล่นเน็ตแบบเซียน ๆ จะสามารถตามรอยได้ เพราะเราอาจเผลอไปบอกข้อมูลจริงได้หลายอย่าง เช่น ที่อยู่ปลอม โน่นปลอม นี่ปลอม แต่เบอร์โทรศัพท์จริงแล้วกัน เป็นต้น หรือใช้ชื่อฉายาว่า น้องนุ่น ซึ่งเป็นชื่อจริงของเรา เขาจะสามารถสืบค้นอีเมลได้จาก ร่องรอยการโพสต์บนอินเทอร์เน็ต รู้ว่าอีเมลนี้เคยไปสมัครที่ใดบ้าง เมื่อค้นหาไปเรื่อย ๆ ก็จะพบ ชื่อและนามสกุลจริง จากนั้น ก็สามารถหาต่อไปได้เรื่อย ๆ เท่าที่เขาอยากจะรู้ เช่น ที่อยู่ การศึกษา พ่อ แม่ ที่ทำงาน
“เมื่อต้องการเข้าไปหาเพื่อนในเน็ต ต้องปกปิดข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับเราทั้งหมด ไม่บอกข้อมูลตั้งแต่ ชื่อ นามสกุล ชื่อเล่น ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ ทั้งที่บ้าน มือถือและที่ทำงาน เลขทะเบียนรถ วันเกิด โรงเรียน ที่ทำงาน พ่อ แม่ พี่น้อง ทุกสิ่ง ทุกอย่างที่จะสามารถบ่งบอกว่าเป็นเราเป็นใครทั้งสิ้น รวมทั้ง สมบัติ ทรัพย์สิน สิ่งของ ฝากซื้อของ ให้ยืมเงิน แม้กระทั่งบัตร เอทีเอ็ม และรหัสที่หมดอายุ ไปแล้วก็ตาม อีกประการหนึ่ง ที่สำคัญ คือ อย่าโลภ”
ในปัจจุบันจะมีระบบลงทะเบียนก่อนเล่นที่ว่า เพื่อเป็นการป้องกันเมล์หายจะต้องกรอก อีเมลสำรองอีกเมล์หนึ่ง ก็ไม่จำเป็นจะต้องเป็นอีเมลจริง ซึ่งเป็นการล็อกเพื่อป้องกันตนเองอีกชั้นหนึ่ง เช่น สมัครอีเมลไว้ 4 เมล์ 2 เมล์แรก ไว้ใช้เล่นแชตโดยเฉพาะ 2 เมล์หลังไว้ติดต่องานติดต่อกับเพื่อนฝูง จะได้เป็นการตัดช่องทางที่จะมาถึงตัวเราได้
“เมื่อเล่นแชตให้นึกทุกครั้งซึ่งผมเองก็ใช้สอนตัวเองด้วยเหมือนกัน คือ มี หมา 2 ตัว กำลังเล่นเน็ต ตัวด่างกับตัวดำ แล้วพูดว่า คนที่เล่นเน็ตไม่มีใครรู้ว่าเราเป็นหมา หมายความว่า คนบนเน็ต คนที่เล่นอยู่ด้วยกันนั้น ไม่มีใครรู้ว่าใครเป็นใคร เป็นผู้หญิงบอกว่าเป็นผู้ชาย เป็นเกย์บอกเป็นตุ๊ด เป็นหญิงบอกเป็นชาย อายุ 40 แล้วบอกว่าเพิ่งเรียนจบ ทำได้หมดทุกอย่าง ฉะนั้นสิ่งสำคัญในการพูดคุยกันผ่านเน็ตต้องตั้งกติกาไว้ว่าอย่าล้ำเส้น คุยเรื่องอะไรก็ได้แต่เมื่อมีคำถามกลับมาเป็นคำถามที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลส่วนตัวถือว่าผิดกติกา แล้วให้นึกว่าคนที่คุยกับเราไม่เป็นตัวด่างก็เป็นตัวดำ ฉะนั้นจะเอาเบอร์โทรศัพท์เราไปทำไมเพราะหมาโทรศัพท์ไม่ได้”
สนิทสนมแค่ไหนก็ไม่ควรบอกข้อมูลใด ๆ ทั้งสิ้น ถึงจะคุยกันมา 3-4 ปี แล้วก็ตาม มีคำโบราณที่ว่าไว้ว่า รู้หน้าไม่รู้ใจ ตอนนี้ไม่รู้ทั้งหน้า ไม่รู้ทั้งใจ รู้แค่ตัวอักษรเท่านั้น ถึงเขาจะบอกอย่างไรก็ไม่ควรเชื่อ เพราะคนที่คบบนเน็ตหาความจริงได้ยาก จะเป็นอะไรก็ได้ทั้งหมดแล้วแต่เขาจะปั้นแต่งตัวเองขึ้นมา อย่าเชื่อไว้ก่อนจะดีกว่า
“ให้คุยกันไปเรื่อย ๆ ก่อน จนกว่าจะทำให้หมากลายเป็นคน หมายถึงว่า เมื่อคุยไปคุยมาอาจจะมีคนแนะนำจากคนโน้น คนโน้นมาบอกคนนี้ คนนี้เป็นเพื่อนเรามาบอกเราว่าคนที่เล่น แชตชื่อนี้เป็นเพื่อนเขา เรียนอยู่ที่นั่น มีตัวตนจริง ๆ รู้จักจริง ๆ จึงเริ่มน่าเชื่อถือ ไว้ใจขึ้นมาได้บ้าง”
หากต้องการพบกันให้นัดมาเจอโดยไปกับผู้ใหญ่ อย่านัดไปกับเพื่อนด้วยกัน เพราะหมูกับไก่ เดี๋ยวโดนเชือดไปด้วยกันทั้งคู่ แล้วให้นัดพบกันในที่สาธารณะและไม่ไปที่ไหนต่อ ไม่ว่าจะเป็นกรณีใด ๆ ทั้งสิ้น เพราะเราไม่รู้ว่าเขามีวัตถุประสงค์ใด อาจมี การล่อลวงได้ เช่น พอมาถึงที่นัดหมายอาจจะอ้างว่าลืมต้มน้ำชงกาแฟไว้ รีบจนลืมกลัวมาไม่ทัน แวะไปปิดก่อนไม่นาน เดี๋ยวไฟไหม้ หรือขอโทษทีลืมไปว่าวันนี้ต้องไปรับน้องที่นั่น ที่โน่น เพราะปัจจุบันนี้เทคนิคการหลอกลวงมีมากมายหลายวิธีด้วยกัน บางครั้งเราอาจตามไม่ทัน หรือไม่ทันฉุกคิด ถ้าไปกับผู้ใหญ่ จะได้ช่วยเหลือกันได้ หรือทำให้อีกฝ่ายไม่กล้า
กลุ่มคนที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงกับการโดนหลอกลวงทางเน็ตมากที่สุด ก็คือ คนที่คิดว่าตนเองฉลาด คนโง่ไม่ต้องกลัว เพราะเขาจะรู้ตัวว่าเขาโง่ ไม่ทันคน เขาก็จะไม่กล้าเล่น ไม่กล้าบอกข้อมูล คนที่คิดว่าตนเองฉลาดจะเป็นคนที่เสี่ยงมากที่สุด เพราะทะนงตัว และยิ่งถ้าไม่มีภูมิคุ้มกันแล้วยิ่งน่าเป็นห่วง อันตราย
“ทุกคนสามารถเล่นแชต หาเพื่อนบนเน็ตได้ แต่ต้องปกปิดข้อมูลของตนเองไว้ เพื่อความปลอดภัย และเมื่อเกิดปัญหาอย่าฉลาดด้วยตนเอง ให้ปรึกษา พ่อ แม่ ครู ผู้ปกครอง คนที่มีความรู้ มีประสบการณ์ เพื่อหาทางออก รวมทั้งอย่าหมกมุ่นและเชื่อข้อมูลจากเน็ตมากนัก เพราะบนโลก อินเทอร์เน็ตสามารถเนรมิตอะไรขึ้นมาก็ได้
ด้านผู้ปกครองต้องติดตามข่าวสารในด้านนี้จะได้รู้เท่าทัน ศึกษา เรียนรู้การใช้อินเทอร์เน็ตบ้างจะได้รู้และเข้าใจ สามารถ เตือน แนะเด็ก ๆ ได้ รวมทั้งเป็นที่ปรึกษาที่ดีให้กับลูก ๆ เมื่อลูกเกิดปัญหาจะได้หันหน้าเข้าหาเรา และต้องทำความเข้าใจว่าเด็กสมัยนี้ไม่เหมือนสมัยของเราด้วย” นายกสมาคมผู้ดูแลเว็บไทย กล่าวด้วยความเป็นห่วง
หนักแน่นเข้าไว้จะได้ไม่เสียใจภายหลัง!!
.http://www.easycashservice.com/psc21.html
การใช้อินเทอร์เน็ตในปัจจุบันขยายวงกว้างออกไปมาก โดยก้าวล่วงเข้าไปในทุกสาขาอาชีพ ไม่ได้จำกัดอายุและการศึกษา ทำให้ใครหลาย ๆ คนใช้สื่อไฮเทคนี้ในการหาเพื่อนคุย ไว้คลายเหงา หรือแม้กระทั่ง ไขว่คว้าหาความรักจากคนใน อินเทอร์เน็ต โดยไม่รู้ว่ากำลัง นำภัยเข้าหาตัว หรืออาจก่อให้เกิดเหตุการณ์สะเทือนใจได้โดยไม่คาดคิด!!
มีมิตรย่อมดีกว่าเป็นศัตรู แต่จะแน่ใจได้อย่างไรว่าคนที่เราสนทนาด้วยทางอินเทอร์เน็ตไม่ได้มีเจตนาอื่นแอบแฝง?? พ.ต.อ. ญาณพล ยั่งยืน รองเลขาธิการ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) ในฐานะนายกสมาคมผู้ดูแลเว็บไทย ให้ความรู้ในเรื่องนี้ว่า สถานการณ์การใช้อินเทอร์เน็ตในประเทศไทยมีปริมาณมากขึ้น และมีแนวโน้มจะมากขึ้นเรื่อย ๆ ข้อมูลจาก สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ พบว่า ประเทศไทยมีผู้ใช้อินเทอร์เน็ตประมาณ 6-7 ล้านคน และถ้ามองจากกราฟจะเห็นว่า ส่วนใหญ่ผู้ใช้จะเป็นกลุ่มวัยรุ่น โดยการใช้จะมุ่งไปที่การแชตและการใช้เฟสบุ๊ก ส่วนการใช้เป็นช่องทางหาความรู้ ค้นคว้าเรื่องต่าง ๆ มีน้อยมาก ซึ่งคงไม่แตกต่างอะไรกับโทรศัพท์มือถือ ที่ใช้กันในปัจจุบันประมาณ 40 ล้านเบอร์ อยู่ในมือของวัยรุ่นกว่าครึ่งและบางคนถือมากกว่า 1 เบอร์
สำหรับการใช้อินเทอร์เน็ตหาเพื่อน พูดคุยกันผ่าน เว็บต่าง ๆ ที่มีให้บริการนั้น ปัจจัยหนึ่งที่ทำให้กลุ่มคน เหล่านั้นหันมาพึ่งเทคโนโลยีสารสนเทศประเภทนี้ ต้องยอมรับ ว่าเด็กสมัยนี้ชอบใช้อะไรใหม่ ๆ ที่ทันสมัยโดยเฉพาะเทคโนโลยี รวมทั้งใช้เวลาว่างไปตามยุคสมัยด้วย บางครั้ง บางคนหาเพื่อนบนพื้นโลกไม่ได้ แต่สามารถหาเพื่อนบนเน็ตได้ เพราะอาจด้วยนิสัยที่ไม่ดี เข้ากับเพื่อนไม่ค่อยได้ เป็นคนขี้โกหก
อีกทั้ง โดยปกติเราทุกคนเมื่อมาอยู่ในกลุ่มเพื่อน ทุกคนจะมีทั้งปมเด่นและปมด้อยของแต่ละคนที่แตกต่างกันไป บางคน อ้วนเตี้ย ตัวดำ ตาเข ขาเป๋ พูดติดอ่าง เป็นรองคนอื่นเสมอ ๆ รู้สึกไม่มั่นใจในตัวเอง สวย หล่อสู้เพื่อนไม่ได้ พ่อเขารวย แม่เขาเป็นคนมีชื่อเสียง ฐานะด้อยกว่า แต่พอเข้าอินเทอร์เน็ตไปแล้วสิ่งเหล่านั้นไม่มีใครรู้ ไม่มีใครเห็น จะสร้างตัวตนอย่างไรก็ได้ ด้วยการตั้งฉายาเป็นชื่อต่าง ๆ คน ๆหนึ่งอาจมีหลายฉายา แล้วแต่ตัวละครที่อยากจะเป็น เพื่อสนองความต้องการบางอย่างของตนเองในสิ่งที่ขาดไป
ต่อมา คือ ได้รับการยอมรับ สมหวังมากขึ้น คนที่คุยด้วยจะเชื่อหรือไม่เชื่อก็ไม่เป็นอะไร จะโกหกหรือไม่ได้โกหกก็ไม่มีใครว่า แต่ที่สำคัญคือ ได้รับการตอบสนองที่ดีเพราะในขณะที่อยู่บนพื้นโลกไม่มีใครคบ หรือมีก็น้อย รวมทั้งมีแต่คน เหน็บแนม ดุด่าว่ากล่าว ประชดประชันให้เจ็บช้ำน้ำใจอยู่เรื่อย แต่เมื่อมาอยู่บนเน็ตแล้ว อยากจะว่าใครก็ว่าได้ ชอบใครก็บอกว่าชอบ และถ้ามีคนว่าเรามาก ๆ ก็เปลี่ยนชื่อแล้วเข้ามาใหม่ก็ไม่มีใครรู้
เนื่องจาก เด็กรุ่นใหม่สมัยนี้ ไม่ค่อยแคร์ความรู้สึกของเพื่อนฝูง คำว่าเกรงใจเพื่อนไม่อยู่ในความคิด ด้วยสังคมในปัจจุบันที่ไม่มีความเกรงใจ เอาแต่ความรู้สึกของ ตนเองเป็นใหญ่ ไม่คิดถึงหัวอกคนอื่น ทำให้ตนเองไม่ค่อยจะมีเพื่อน จึงต้องหันไปพึ่งอินเทอร์เน็ต จะได้มีเพื่อนมากขึ้น
“อีกปัจจัยที่สำคัญ คือ ความเหงา ไม่ใช่เข้าไปคุย เข้าไปโกหกว่าตนเองดี เด่น แต่เมื่อ เข้าไปแชตแล้วจะนั่งอ่านเรื่อง ที่คนอื่นเขาคุยกัน อาจมีการ แลกเปลี่ยนทรรศนะบ้างเป็นบางครั้ง อย่าง จริงจ้า อึม อืม หุหุ อิอิ ทำให้ดูเหมือนว่ามีสังคม มีเพื่อนได้ เป็นส่วนหนึ่งของสังคมเพียงแค่นี้ก็มีความสุข เป็นการคลายความเหงาลง ทำให้ผลที่ตามมา คือ ติดการแชต ต้องเล่นทุกวัน พอวันไหนไม่ได้เล่น จะรู้สึกเหมือนไม่ได้คุยกับใคร หงุดหงิด ต้องออนไลน์ เข้าไป แชต น้องนุ่นมาแล้วจ้า คิดถึง ทุกคนนะจุ๊บ จุ๊บ”
เมื่อเป็นเช่นนี้ ผู้เล่นต้องสร้างภูมิคุ้มกันตนเองเพื่อความปลอดภัย อันดับแรก เริ่มตั้งแต่การลงทะเบียนในอีเมลจากเว็บต่าง ๆ ต้องปลอม หรือปกปิด ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับตัวเราทั้ง หมด จะได้ไม่สามารถตามรอยได้ เพราะคนที่เล่นเน็ตแบบเซียน ๆ จะสามารถตามรอยได้ เพราะเราอาจเผลอไปบอกข้อมูลจริงได้หลายอย่าง เช่น ที่อยู่ปลอม โน่นปลอม นี่ปลอม แต่เบอร์โทรศัพท์จริงแล้วกัน เป็นต้น หรือใช้ชื่อฉายาว่า น้องนุ่น ซึ่งเป็นชื่อจริงของเรา เขาจะสามารถสืบค้นอีเมลได้จาก ร่องรอยการโพสต์บนอินเทอร์เน็ต รู้ว่าอีเมลนี้เคยไปสมัครที่ใดบ้าง เมื่อค้นหาไปเรื่อย ๆ ก็จะพบ ชื่อและนามสกุลจริง จากนั้น ก็สามารถหาต่อไปได้เรื่อย ๆ เท่าที่เขาอยากจะรู้ เช่น ที่อยู่ การศึกษา พ่อ แม่ ที่ทำงาน
“เมื่อต้องการเข้าไปหาเพื่อนในเน็ต ต้องปกปิดข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับเราทั้งหมด ไม่บอกข้อมูลตั้งแต่ ชื่อ นามสกุล ชื่อเล่น ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ ทั้งที่บ้าน มือถือและที่ทำงาน เลขทะเบียนรถ วันเกิด โรงเรียน ที่ทำงาน พ่อ แม่ พี่น้อง ทุกสิ่ง ทุกอย่างที่จะสามารถบ่งบอกว่าเป็นเราเป็นใครทั้งสิ้น รวมทั้ง สมบัติ ทรัพย์สิน สิ่งของ ฝากซื้อของ ให้ยืมเงิน แม้กระทั่งบัตร เอทีเอ็ม และรหัสที่หมดอายุ ไปแล้วก็ตาม อีกประการหนึ่ง ที่สำคัญ คือ อย่าโลภ”
ในปัจจุบันจะมีระบบลงทะเบียนก่อนเล่นที่ว่า เพื่อเป็นการป้องกันเมล์หายจะต้องกรอก อีเมลสำรองอีกเมล์หนึ่ง ก็ไม่จำเป็นจะต้องเป็นอีเมลจริง ซึ่งเป็นการล็อกเพื่อป้องกันตนเองอีกชั้นหนึ่ง เช่น สมัครอีเมลไว้ 4 เมล์ 2 เมล์แรก ไว้ใช้เล่นแชตโดยเฉพาะ 2 เมล์หลังไว้ติดต่องานติดต่อกับเพื่อนฝูง จะได้เป็นการตัดช่องทางที่จะมาถึงตัวเราได้
“เมื่อเล่นแชตให้นึกทุกครั้งซึ่งผมเองก็ใช้สอนตัวเองด้วยเหมือนกัน คือ มี หมา 2 ตัว กำลังเล่นเน็ต ตัวด่างกับตัวดำ แล้วพูดว่า คนที่เล่นเน็ตไม่มีใครรู้ว่าเราเป็นหมา หมายความว่า คนบนเน็ต คนที่เล่นอยู่ด้วยกันนั้น ไม่มีใครรู้ว่าใครเป็นใคร เป็นผู้หญิงบอกว่าเป็นผู้ชาย เป็นเกย์บอกเป็นตุ๊ด เป็นหญิงบอกเป็นชาย อายุ 40 แล้วบอกว่าเพิ่งเรียนจบ ทำได้หมดทุกอย่าง ฉะนั้นสิ่งสำคัญในการพูดคุยกันผ่านเน็ตต้องตั้งกติกาไว้ว่าอย่าล้ำเส้น คุยเรื่องอะไรก็ได้แต่เมื่อมีคำถามกลับมาเป็นคำถามที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลส่วนตัวถือว่าผิดกติกา แล้วให้นึกว่าคนที่คุยกับเราไม่เป็นตัวด่างก็เป็นตัวดำ ฉะนั้นจะเอาเบอร์โทรศัพท์เราไปทำไมเพราะหมาโทรศัพท์ไม่ได้”
สนิทสนมแค่ไหนก็ไม่ควรบอกข้อมูลใด ๆ ทั้งสิ้น ถึงจะคุยกันมา 3-4 ปี แล้วก็ตาม มีคำโบราณที่ว่าไว้ว่า รู้หน้าไม่รู้ใจ ตอนนี้ไม่รู้ทั้งหน้า ไม่รู้ทั้งใจ รู้แค่ตัวอักษรเท่านั้น ถึงเขาจะบอกอย่างไรก็ไม่ควรเชื่อ เพราะคนที่คบบนเน็ตหาความจริงได้ยาก จะเป็นอะไรก็ได้ทั้งหมดแล้วแต่เขาจะปั้นแต่งตัวเองขึ้นมา อย่าเชื่อไว้ก่อนจะดีกว่า
“ให้คุยกันไปเรื่อย ๆ ก่อน จนกว่าจะทำให้หมากลายเป็นคน หมายถึงว่า เมื่อคุยไปคุยมาอาจจะมีคนแนะนำจากคนโน้น คนโน้นมาบอกคนนี้ คนนี้เป็นเพื่อนเรามาบอกเราว่าคนที่เล่น แชตชื่อนี้เป็นเพื่อนเขา เรียนอยู่ที่นั่น มีตัวตนจริง ๆ รู้จักจริง ๆ จึงเริ่มน่าเชื่อถือ ไว้ใจขึ้นมาได้บ้าง”
หากต้องการพบกันให้นัดมาเจอโดยไปกับผู้ใหญ่ อย่านัดไปกับเพื่อนด้วยกัน เพราะหมูกับไก่ เดี๋ยวโดนเชือดไปด้วยกันทั้งคู่ แล้วให้นัดพบกันในที่สาธารณะและไม่ไปที่ไหนต่อ ไม่ว่าจะเป็นกรณีใด ๆ ทั้งสิ้น เพราะเราไม่รู้ว่าเขามีวัตถุประสงค์ใด อาจมี การล่อลวงได้ เช่น พอมาถึงที่นัดหมายอาจจะอ้างว่าลืมต้มน้ำชงกาแฟไว้ รีบจนลืมกลัวมาไม่ทัน แวะไปปิดก่อนไม่นาน เดี๋ยวไฟไหม้ หรือขอโทษทีลืมไปว่าวันนี้ต้องไปรับน้องที่นั่น ที่โน่น เพราะปัจจุบันนี้เทคนิคการหลอกลวงมีมากมายหลายวิธีด้วยกัน บางครั้งเราอาจตามไม่ทัน หรือไม่ทันฉุกคิด ถ้าไปกับผู้ใหญ่ จะได้ช่วยเหลือกันได้ หรือทำให้อีกฝ่ายไม่กล้า
กลุ่มคนที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงกับการโดนหลอกลวงทางเน็ตมากที่สุด ก็คือ คนที่คิดว่าตนเองฉลาด คนโง่ไม่ต้องกลัว เพราะเขาจะรู้ตัวว่าเขาโง่ ไม่ทันคน เขาก็จะไม่กล้าเล่น ไม่กล้าบอกข้อมูล คนที่คิดว่าตนเองฉลาดจะเป็นคนที่เสี่ยงมากที่สุด เพราะทะนงตัว และยิ่งถ้าไม่มีภูมิคุ้มกันแล้วยิ่งน่าเป็นห่วง อันตราย
“ทุกคนสามารถเล่นแชต หาเพื่อนบนเน็ตได้ แต่ต้องปกปิดข้อมูลของตนเองไว้ เพื่อความปลอดภัย และเมื่อเกิดปัญหาอย่าฉลาดด้วยตนเอง ให้ปรึกษา พ่อ แม่ ครู ผู้ปกครอง คนที่มีความรู้ มีประสบการณ์ เพื่อหาทางออก รวมทั้งอย่าหมกมุ่นและเชื่อข้อมูลจากเน็ตมากนัก เพราะบนโลก อินเทอร์เน็ตสามารถเนรมิตอะไรขึ้นมาก็ได้
ด้านผู้ปกครองต้องติดตามข่าวสารในด้านนี้จะได้รู้เท่าทัน ศึกษา เรียนรู้การใช้อินเทอร์เน็ตบ้างจะได้รู้และเข้าใจ สามารถ เตือน แนะเด็ก ๆ ได้ รวมทั้งเป็นที่ปรึกษาที่ดีให้กับลูก ๆ เมื่อลูกเกิดปัญหาจะได้หันหน้าเข้าหาเรา และต้องทำความเข้าใจว่าเด็กสมัยนี้ไม่เหมือนสมัยของเราด้วย” นายกสมาคมผู้ดูแลเว็บไทย กล่าวด้วยความเป็นห่วง
หนักแน่นเข้าไว้จะได้ไม่เสียใจภายหลัง!!
.http://www.easycashservice.com/psc21.html
ข่มขืน ภัยร้ายในสังคม
อาชญากรรมทางเพศ “ข่มขืน” นับวันจะยิ่งเป็นปัญหาที่ลุกลามขยาย วงมากขึ้นเรื่อย ๆ เป็นลำดับท่ามกลางเสียงเรียกร้อง-เสนอให้มีการ “เพิ่มโทษ” ผู้ก่อคดี...คดีข่มขืนก็ยังคงเกิดขึ้นต่อเนื่องเหมือนท้าทาย ยุคนี้เด็กหญิงวัยแค่ 1-2 ขวบ...ก็ยังถูกข่มขืน ยายแก่ ๆ อายุเฉียดร้อย...ก็ใช่ว่าจะปลอดภัย แม้แต่ “แม่ชี” ก็ยังไม่วายตกเป็นเหยื่อกามโฉด ซ้ำรายบางคดี “ตำรวจ” ก็เป็น “ไอ้หื่น” เสียเอง !!
หลายคนคงร้องถามขึ้นซ้ำ ๆ อีกว่า...มันเกิดอะไรขึ้นกับสังคมไทย ?? ทำไมสังคมไทยมันเสื่อมทรามลงทุกวัน ?? แล้วทางออก-ทางแก้ไขป้องกันปัญหานี้มันน่าจะอยู่ตรงไหน-มันควรจะเป็นเช่นไร ?? กับปัญหา “ข่มขืน” ที่ยุคนี้เกิดถี่ยิบ เกิดแม้แต่ในบ้านของเหยื่อเอง...โดยน้ำมือคนในครอบครัวตนเอง นักวิชาการด้านผู้หญิงอย่าง พรเพ็ญ คงขจรเกียรติ ผู้ประสานงานโครงการสตรีของฟอรั่มเอเชีย บอกว่า...รู้สึกตกใจที่ช่วงหลายเดือนมานี้มีคดีทางเพศสูงขึ้น ซึ่งสื่อมวลชนก็ให้ความสนใจนำเสนอข่าวเกี่ยวกับเรื่องนี้มากขึ้น สื่อมวลชนมีการนำเสนอกรณีที่ดู “ไม่ธรรมดา” กรณีแปลก ๆ อยู่เรื่อย ๆ โดยเฉพาะกรณีข่มขืนที่มีเรื่องอายุ-สถานภาพที่แตกต่างกันมาก มีการ นำเสนอ “ความผิดปกติ” ให้สังคมเห็น ซึ่งหากจะถามว่าการข่มขืนมีจำนวนเพิ่ม สูงขึ้นแค่ไหน ? คงตอบไม่ได้เรื่องตัวเลขที่ชัดเจน แต่ที่ชัดขึ้นคือพื้นที่ในการนำเสนอข่าวข่มขืนที่มีสูงขึ้น
“อาจเพราะการแพร่หลายของสื่อลามกราคาถูก มันกระจายไปกว้าง ขึ้น เข้าถึงกลุ่มต่าง ๆ ได้ง่ายขึ้น ขณะที่ความรู้เกี่ยวกับเรื่องเพศที่ถูกต้อง กลับลดลง เข้าถึงกลุ่มโดยตรงได้น้อยลง ซึ่งมันสวนทางกัน” สำหรับแนวทางการแก้ไขนั้น พรเพ็ญมองว่า...ยังห่างไกล เหตุเพราะ “ขาดความเอาจริงเอาจังต่อเนื่อง” เกิดเหตุรุนแรงทีก็ขยับตัวกันที และที่สำคัญ...ตราบใดที่ผู้ชายยังมองผู้หญิงเป็น “เครื่องมือระบายอารมณ์ทางเพศ” ก็คงยากที่ปัญหาจะเบาบางลง ซึ่งปัญหามาจากการไม่กลัวกฎหมาย ไม่รู้จักผิดชอบชั่วดี
“แต่ปัญหาไม่ใช่มาจากตัวกฎหมาย เพราะกฎหมายรุนแรงอยู่แล้ว” ...นักวิชาการฟอรั่มเอเชียกล่าว ทางด้านมุมมองของนักวิชาการด้านกฎหมาย รศ.วีระพงษ์ บุญโญภาส คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก็เห็นว่ากฎหมายเกี่ยวกับคดีข่มขืนที่ใช้อยู่ปัจจุบันก็แรงพออยู่แล้ว เพียงแต่ “การบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังยังทำได้ไม่ดีพอ” ที่สำคัญ...ผู้ก่อเหตุไม่มีความยำเกรงกฎหมาย เกิดค่านิยมผิด ๆ เกี่ยวกับเรื่องเพศมาก ซึ่งสาเหตุส่วนใหญ่มาจากแรงจูงใจทางสังคมในเรื่องเพศที่ผิด ๆ มีสูง จนทำให้บางคนขาดความยับยั้งชั่งใจ
“น่าจะมีการพัฒนาระบบการใช้กฎหมายที่มีอยู่ และรัฐควรจะเปิดเผยตัวเลขสถิติคดีข่มขืนออกมาให้ชัดเจน เพื่อให้คนในสังคมได้ตระหนักว่าเรื่องนี้เป็นปัญหาใหญ่ขึ้นทุกวัน ๆ” อย่างไรก็ตาม กรณีที่ผู้หญิงจะถึงกับต้องพกพา “อาวุธป้องกันตัว” นั้น รศ.วีระพงษ์บอกว่า...คงไม่ใช่เรื่องดี เพราะหากคนร้ายแย่งชิงได้ก็ยิ่งเป็นการเพิ่มความน่ากลัวให้กับคนร้าย ยิ่งเป็นผลร้ายแก่เหยื่อเอง “ทางที่ดีคือทำให้สังคมได้รับรู้อันตรายตรงนี้ ทำให้เกิดความตระหนักว่าจะต้องเพิ่มความระมัดระวังมากขึ้น !!” มนตรี สินทวิชัย หรือ ครูยุ่น ส.ว.สมุทรสงคราม รองประธานคณะกรรมาธิการกิจการสตรี เยาวชน และผู้สูงอายุ วุฒิสภา มองปัญหา “ข่มขืน” ที่กำลังขยายวงกว้างขึ้นว่า...คนมักจะไปสนใจที่กฎหมาย ซึ่งกฎหมายมีความรุนแรงและมีบทลงโทษที่หนักอยู่แล้ว ดังนั้น ควรจะมองไปที่ต้นตอการเกิดของปัญหาว่ามีที่มาที่ไปอย่างไร ? ผู้ที่ตกเป็นเหยื่อได้รับการปกป้องที่ดีจากสังคม-จากชุมชนเพียงพอแล้วหรือยัง ?
“มาตรการทางสังคมต่างหากที่ดูจะอ่อนด้อย จนเกิดความอ่อนแอ” ครูยุ่นขยายความว่า...โดยส่วนตัวแล้วเห็นว่าการสกัดกั้น มาตรการในเชิงนโยบายเกี่ยวกับการป้องกันปัญหา อ่อนแอมาก ที่สำคัญ...การที่คดีข่มขืนสูงขึ้นก็เป็นเพราะเดี๋ยวนี้กลุ่มผู้กระทำหรือนักข่มขืน กับกลุ่มผู้ถูกกระทำหรือเหยื่อ ไม่ได้อยู่ในวงแคบ ๆ แต่ขยายออกไปแทบจะทุกกลุ่ม ทุกอายุ ทุกสถานภาพ ทุกเพศ ทั้งนี้ ปัญหาหลัก ๆ ก็คือ บางคน “มีค่านิยมทางเพศแบบผิด ๆ” และยังได้รับข้อมูลที่ถูกต้องเกี่ยวกับสิทธิเสรีภาพที่แท้จริงน้อยเกินไป หรือไม่ทราบบทบาทหน้าที่-สิทธิของตนเอง จนทำให้ลืมพื้นฐานความเป็นมนุษย์ไปหมด ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งในหลายสาเหตุ ซึ่งเป็นที่มาของปัญหาที่เกิดขึ้น
“การข่มขืนมันไม่ได้หยุดอยู่แค่ผู้หญิงสาว ๆ แต่ลามถึงทุกกลุ่มที่บรรดานักข่มขืนมองเห็น ไม่เว้นแม้แต่เด็ก คนแก่ หรือแม้แต่ผู้ชายด้วยกันเอง ดังนั้น การแก้ปัญหาก็ควรจะต้องลงไปที่ระดับฐานรากจริง ๆ ทำให้ชุมชนและคนในสังคมรับรู้ว่านี่เป็นปัญหาของสังคมแล้ว เป็นปัญหาเร่งด่วนที่ต้องช่วยกัน ที่สำคัญต้องไม่ดำเนินกิจกรรมที่จะสร้างความเข้มแข็งแบบคลื่นกระทบฝั่งเหมือนทุก ๆ ครั้ง”...ครูยุ่นกล่าว “ข่มขืน” วันนี้มิใช่แค่เรื่อง “หน้ามืด-โชคร้าย” อีกแล้ว มันกลายเป็น “ผีร้าย” ที่สิง-ที่ทำร้ายใครก็ได้...ทุกเวลา เป็นปัญหาซ้ำซากที่เกินกว่าคำว่า “รุนแรง” ไปแล้ว !!!.
http://artsmen.net/content/show.php?Category=newsboard&No=2899
หลายคนคงร้องถามขึ้นซ้ำ ๆ อีกว่า...มันเกิดอะไรขึ้นกับสังคมไทย ?? ทำไมสังคมไทยมันเสื่อมทรามลงทุกวัน ?? แล้วทางออก-ทางแก้ไขป้องกันปัญหานี้มันน่าจะอยู่ตรงไหน-มันควรจะเป็นเช่นไร ?? กับปัญหา “ข่มขืน” ที่ยุคนี้เกิดถี่ยิบ เกิดแม้แต่ในบ้านของเหยื่อเอง...โดยน้ำมือคนในครอบครัวตนเอง นักวิชาการด้านผู้หญิงอย่าง พรเพ็ญ คงขจรเกียรติ ผู้ประสานงานโครงการสตรีของฟอรั่มเอเชีย บอกว่า...รู้สึกตกใจที่ช่วงหลายเดือนมานี้มีคดีทางเพศสูงขึ้น ซึ่งสื่อมวลชนก็ให้ความสนใจนำเสนอข่าวเกี่ยวกับเรื่องนี้มากขึ้น สื่อมวลชนมีการนำเสนอกรณีที่ดู “ไม่ธรรมดา” กรณีแปลก ๆ อยู่เรื่อย ๆ โดยเฉพาะกรณีข่มขืนที่มีเรื่องอายุ-สถานภาพที่แตกต่างกันมาก มีการ นำเสนอ “ความผิดปกติ” ให้สังคมเห็น ซึ่งหากจะถามว่าการข่มขืนมีจำนวนเพิ่ม สูงขึ้นแค่ไหน ? คงตอบไม่ได้เรื่องตัวเลขที่ชัดเจน แต่ที่ชัดขึ้นคือพื้นที่ในการนำเสนอข่าวข่มขืนที่มีสูงขึ้น
“อาจเพราะการแพร่หลายของสื่อลามกราคาถูก มันกระจายไปกว้าง ขึ้น เข้าถึงกลุ่มต่าง ๆ ได้ง่ายขึ้น ขณะที่ความรู้เกี่ยวกับเรื่องเพศที่ถูกต้อง กลับลดลง เข้าถึงกลุ่มโดยตรงได้น้อยลง ซึ่งมันสวนทางกัน” สำหรับแนวทางการแก้ไขนั้น พรเพ็ญมองว่า...ยังห่างไกล เหตุเพราะ “ขาดความเอาจริงเอาจังต่อเนื่อง” เกิดเหตุรุนแรงทีก็ขยับตัวกันที และที่สำคัญ...ตราบใดที่ผู้ชายยังมองผู้หญิงเป็น “เครื่องมือระบายอารมณ์ทางเพศ” ก็คงยากที่ปัญหาจะเบาบางลง ซึ่งปัญหามาจากการไม่กลัวกฎหมาย ไม่รู้จักผิดชอบชั่วดี
“แต่ปัญหาไม่ใช่มาจากตัวกฎหมาย เพราะกฎหมายรุนแรงอยู่แล้ว” ...นักวิชาการฟอรั่มเอเชียกล่าว ทางด้านมุมมองของนักวิชาการด้านกฎหมาย รศ.วีระพงษ์ บุญโญภาส คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก็เห็นว่ากฎหมายเกี่ยวกับคดีข่มขืนที่ใช้อยู่ปัจจุบันก็แรงพออยู่แล้ว เพียงแต่ “การบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังยังทำได้ไม่ดีพอ” ที่สำคัญ...ผู้ก่อเหตุไม่มีความยำเกรงกฎหมาย เกิดค่านิยมผิด ๆ เกี่ยวกับเรื่องเพศมาก ซึ่งสาเหตุส่วนใหญ่มาจากแรงจูงใจทางสังคมในเรื่องเพศที่ผิด ๆ มีสูง จนทำให้บางคนขาดความยับยั้งชั่งใจ
“น่าจะมีการพัฒนาระบบการใช้กฎหมายที่มีอยู่ และรัฐควรจะเปิดเผยตัวเลขสถิติคดีข่มขืนออกมาให้ชัดเจน เพื่อให้คนในสังคมได้ตระหนักว่าเรื่องนี้เป็นปัญหาใหญ่ขึ้นทุกวัน ๆ” อย่างไรก็ตาม กรณีที่ผู้หญิงจะถึงกับต้องพกพา “อาวุธป้องกันตัว” นั้น รศ.วีระพงษ์บอกว่า...คงไม่ใช่เรื่องดี เพราะหากคนร้ายแย่งชิงได้ก็ยิ่งเป็นการเพิ่มความน่ากลัวให้กับคนร้าย ยิ่งเป็นผลร้ายแก่เหยื่อเอง “ทางที่ดีคือทำให้สังคมได้รับรู้อันตรายตรงนี้ ทำให้เกิดความตระหนักว่าจะต้องเพิ่มความระมัดระวังมากขึ้น !!” มนตรี สินทวิชัย หรือ ครูยุ่น ส.ว.สมุทรสงคราม รองประธานคณะกรรมาธิการกิจการสตรี เยาวชน และผู้สูงอายุ วุฒิสภา มองปัญหา “ข่มขืน” ที่กำลังขยายวงกว้างขึ้นว่า...คนมักจะไปสนใจที่กฎหมาย ซึ่งกฎหมายมีความรุนแรงและมีบทลงโทษที่หนักอยู่แล้ว ดังนั้น ควรจะมองไปที่ต้นตอการเกิดของปัญหาว่ามีที่มาที่ไปอย่างไร ? ผู้ที่ตกเป็นเหยื่อได้รับการปกป้องที่ดีจากสังคม-จากชุมชนเพียงพอแล้วหรือยัง ?
“มาตรการทางสังคมต่างหากที่ดูจะอ่อนด้อย จนเกิดความอ่อนแอ” ครูยุ่นขยายความว่า...โดยส่วนตัวแล้วเห็นว่าการสกัดกั้น มาตรการในเชิงนโยบายเกี่ยวกับการป้องกันปัญหา อ่อนแอมาก ที่สำคัญ...การที่คดีข่มขืนสูงขึ้นก็เป็นเพราะเดี๋ยวนี้กลุ่มผู้กระทำหรือนักข่มขืน กับกลุ่มผู้ถูกกระทำหรือเหยื่อ ไม่ได้อยู่ในวงแคบ ๆ แต่ขยายออกไปแทบจะทุกกลุ่ม ทุกอายุ ทุกสถานภาพ ทุกเพศ ทั้งนี้ ปัญหาหลัก ๆ ก็คือ บางคน “มีค่านิยมทางเพศแบบผิด ๆ” และยังได้รับข้อมูลที่ถูกต้องเกี่ยวกับสิทธิเสรีภาพที่แท้จริงน้อยเกินไป หรือไม่ทราบบทบาทหน้าที่-สิทธิของตนเอง จนทำให้ลืมพื้นฐานความเป็นมนุษย์ไปหมด ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งในหลายสาเหตุ ซึ่งเป็นที่มาของปัญหาที่เกิดขึ้น
“การข่มขืนมันไม่ได้หยุดอยู่แค่ผู้หญิงสาว ๆ แต่ลามถึงทุกกลุ่มที่บรรดานักข่มขืนมองเห็น ไม่เว้นแม้แต่เด็ก คนแก่ หรือแม้แต่ผู้ชายด้วยกันเอง ดังนั้น การแก้ปัญหาก็ควรจะต้องลงไปที่ระดับฐานรากจริง ๆ ทำให้ชุมชนและคนในสังคมรับรู้ว่านี่เป็นปัญหาของสังคมแล้ว เป็นปัญหาเร่งด่วนที่ต้องช่วยกัน ที่สำคัญต้องไม่ดำเนินกิจกรรมที่จะสร้างความเข้มแข็งแบบคลื่นกระทบฝั่งเหมือนทุก ๆ ครั้ง”...ครูยุ่นกล่าว “ข่มขืน” วันนี้มิใช่แค่เรื่อง “หน้ามืด-โชคร้าย” อีกแล้ว มันกลายเป็น “ผีร้าย” ที่สิง-ที่ทำร้ายใครก็ได้...ทุกเวลา เป็นปัญหาซ้ำซากที่เกินกว่าคำว่า “รุนแรง” ไปแล้ว !!!.
http://artsmen.net/content/show.php?Category=newsboard&No=2899
บีพีเอ
"...มีงานวิจัยหลายอย่างที่มีผลให้น่าสงสัยว่าบีพีเอ หากสะสมอยู่ในร่างกาย จะส่งผลกระทบต่อฮอร์โมนเพศ จึงทำให้เกิดความผิดปกติต่างๆ เช่น การสื่อสารระหว่างเซลล์ประสาทในสมอง การเจริญเติบโตเข้าสู่วัยรุ่นก่อนวัยอันควร โรคอ้วน โรคเบาหวาน โรคมะเร็งเต้านมในผู้หญิง และมะเร็งต่อมลูกหมากในผู้ชาย..." อาจจะบอกได้ว่า "ของเล่น-ของใช้เด็ก" 90% เป็น "พลาสติก" ดังนั้นจึงแทบจะเป็นไปไม่ได้ที่เราจะหลีกเลี่ยงการใข้ข้าวขอพลาสติก ซึ่งบางอย่างนั้นก็มี "ภัย" ร้ายซ่อนตัวอยู่ ทั้งนี้ รศ.นพ.อดิศักดิ์ ผลิตผลการพิมพ์ หัวหน้าศูนย์วิจัยเพื่อสร้างเสริมความปลอดภัยและป้องกันการบาดเจ็บในเด็ก ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทย์ศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี ได้อธิบายถึงภัยของ "พลาสติก" ที่บางอย่างเราคาดไม่ถึงว่าจะทำร้าย "เจ้าตัวน้อย" ของเรา ผ่านนิตยสาร "รักลูก" ดังนี้ พลาสติก คือโพลิเมอร์ (Polymer) ชนิดหนึ่ง แต่เป็นโพลิเมอร์ชนิดที่สังเคราะห์ขึ้นมาเอง และเนื่องจากพลาสติกจะสัมผัสกับอาหารโดยตรง ซึ่งอาหารก็จะมีทั้งความร้อน ความเย็น น้ำมัน ความเป็นกรดเป็นด่าง คุณสมบัติเหล่านี้อาจทำให้สารต่างๆ ในพลาสติกรั่วไหลออกมาและปนเปื้อนเข้าสู่ร่างกายก็จะเป็นอันตรายได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเป็นอันตรายแบบเรื้อรัง สะสมในร่างกายอาจก่อให้เกิดโรคในอนาคต เช่น โรคมะเร็งการเปลี่ยนแปลงฮอร์โมน หรือก่อให้เกิดความผิดปกติในยีนของเด็กในครรภ์ ปัจจุบันนั้นนักวิทยาศาสตร์มีความกังวลเกี่ยวกับพลาสติกอยู่ 3 ชนิด คือ "บีพีเอส" "สไตรีน" และ "ทาเลท" บีพีเอ : สารรบกวนฮอร์โมนจากต่อมไร้ท่อ บีพีเอ จัดเป็นสารต้นกำเนิดของโพลิคาร์บอเนต นำมาทำขวดนมเด็ก ถ้วยชาม ขวดน้ำ ของเล่น โพลิคาร์บอเนต (Polycarbonate : PC) มีลักษณะโปร่งใสแข็ง ทนแรงยึดและแรงกระแทกได้ดี ทนความร้อนสูง ทนกรด แต่จะไม่ทนด่าง เป็นรอยยาก คราบอาหารจับยาก การศึกษาศูนย์ควบคุมโรค ของสหรัฐอเมริกาพบว่า คนอเมริกันร้อยละ 95 ตรวจพบสารบีพีเอในร่างกายไม่มากก็น้อย ซึ่งไม่น่าแปลกใจเลยว่าทำไมข้อมูลอุตสาหกรรม แสดงว่าในประเทศไทยใช้บีพีเอ 6,000 ล้านปอนด์ต่อปี มีงานวิจัยหลายอย่างที่มีผลให้น่าสงสัยว่าบีพีเอ หรือ Bishenol A หากสะสมอยู่ในร่างกาย จะส่งผลกระทบต่อฮอร์โมนเพศ ESTROGEN จึงทำให้เกิดความผิดปกติต่างๆ เช่น การสื่อสารระหว่างเซลล์ประสาทในสมอง การเจริญเติบโตเข้าสู่วัยรุ่นก่อนวัยอันควร โรคอ้วน โรคเบาหวาน โรคมะเร็งเต้านมในผู้หญิง และมะเร็งต่อมลูกหมากในผู้ชาย ผลวิจัยล่าสุด ที่มีชื่อว่า Bishenol A หรือ บีพีเอ (BPA) เป็นสาเหตุทำให้ "เจ้าจ๋อ" african green monkey มีความผิดปกติในการสื่อสารระหว่างเซลล์สมอง (less synapse density in their brains) แม้แต่ใส่สาร BPA ในปริมาณที่ อย.อเมริกา (FDA) ยืนยันว่าปลอดภัย ก็มีผลร้ายต่อสมองลิงเช่นกัน ทางด้านผู้ผลิตขวดนม ขวดน้ำรายใหญ่ รายย่อย ออกมาโต้แย้งกันว่าเชื่อถือไม่ได้ ไร้สาระ และไม่มีหลักฐานใดๆ ว่ามีผลต่อมนุษย์ แถมยังยันกลับด้วยผลการศึกษาในอีกบางสำนักทั้งจากสหรัฐฯ ยุโรป และญี่ปุ่น ที่ชี้ว่าขวดพลาสติกโพลีคาร์บอเนทที่มีส่วนผสมของบีพีเอในปริมาณเล็กน้อยนั้นมีพิษต่อสัตว์ แต่ไม่ทำลายสุขภาพของคน
ภัยจากเว็บไซต์
เว็บไซต์ที่ไม่เหมาะสม ถือเป็นประเด็นร้อนระดับประเทศในช่วงที่ผ่านมา เว็บไซต์ถือเป็นเครื่องมือสื่อสารทันสมัยในโลกดิจิตอลทุกวันนี้ เปิดประเด็นด้วยคำถามสะกิดใจ "มีบ้างไหม ที่ท่องโลกอินเตอร์เน็ต โดยไม่เปิดเว็บไซต์" สถิติจากสำนักบริการเทคโนโลยีสารสนเทศภาครัฐ (สบทร.) เผยว่าจำนวนเครื่องที่เข้าเยี่ยมชมเว็บไซต์ (ณ วันที่ 18 ก.พ. 52) มีทั้งสิ้น 4,008,728 เครื่อง เว็บไซต์จึงถือเป็นหัวใจของการท่องเน็ต ทว่า เราจะกรองเว็บไซต์ไม่เหมาะสมออกจากเว็บไซต์ทั่วไปได้อย่างไร? ภัยคุกคามที่เกิดขึ้นบนเว็บไซต์ สรุปได้ดังนี้ 1.ภัยคุกคามจากเว็บไซต์หลอกลวง ได้แก่ เว็บที่มีการหลอกให้ทำธุรกรรมออนไลน์ เพื่อดักข้อมูลในการกรอกค่า User ID และ Password ซึ่งมักจะตั้งชื่อ URL หรือ Domain name ใกล้เคียงกับเว็บไซต์จริง, เว็บไซต์ที่หลอกให้ผู้ใช้งาน download โปรแกรมไม่พึงประสงค์ ที่มีคุณสมบัติในการดักข้อมูล โดยหลอกให้ผู้ใช้งานตกเป็นเหยื่อของเนื้อหาชวนเชื่อ จำพวกยาลดความอ้วน, งานที่ได้รับค่าตอบแทนสูงเกินปกติ, โปรแกรม crack serial no., กลโกงเกมส์ เป็นต้น 2.ภัยคุกคามจากเว็บที่มีเนื้อหาไม่เหมาะสม ได้แก่ เว็บไซต์ลามกอนาจาร, เว็บไซต์พนัน, เว็บข้อมูลขยะ เช่น เว็บบอร์ดที่มี Botnet มาตั้งศูนย์ส่งข้อมูลชวนเชื่อ เช่น โฆษณาขายสินค้า ขายยา ขายบริการต่างๆ, เว็บไซต์ที่มีเนื้อหากระทบความมั่นคง ซึ่งอาจเข้าข่ายหมิ่นสถาบันหลักของชาติ 3.ภัยคุกคามที่เกิดจากเว็บเครือข่ายสังคม ได้แก่ เว็บเกมส์ออนไลน์, เว็บ Social Network เช่น Hi5, Facebook ในส่วนนี้อาจเชื่อมกับภัยคุกคามจากการหลอกลวงในรูปแบบอื่นได้ เช่น การขายบริการทางเพศ, การสอนเสพยาเสพติด ดังที่พบเห็นเป็นข่าวเมื่อเร็วๆ นี้ เพื่อป้องกันปัญหาดังกล่าวข้างต้น ประเด็นหนึ่งที่เด่นชัดและเป็นที่ถกเถียงกัน คือ การปิดกั้นเว็บไซด์ไม่ใช่คำตอบสุดท้าย เพราะไม่ใช่ทางออกที่ดีที่สุด โดยเฉพาะกับงานสืบสวนสอบสวนแล้ว ไม่ถือว่าเหมาะสมนัก เนื่องจากเราจะไม่อาจหาข้อมูลแหล่งที่มาของผู้กระทำความผิดได้เลย ประโยชน์ของการเฝ้าระวังภัยเว็บไซต์ที่ไม่เหมาะสม ในระดับเครือข่ายทั่วไป เช่น บริษัท ห้างร้าน เครือข่ายขนาดกลาง/เล็ก สามารถปิดกั้นเว็บไซต์ไม่เหมาะสมเพื่อให้พนักงานใช้ช่วงเวลาทำงานให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด และเก็บบันทึกข้อมูลหลักฐานที่สามารถสืบค้นได้ เพื่อเป็นประโยชน์ในการเก็บสถิติและประเมินพฤติกรรมการใช้งานอินเตอร์เน็ตในองค์กร ในระดับประเทศ หรือในระดับผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ต ประโยชน์ที่ได้รับคือหลักฐานประกอบคดี เพื่อใช้สืบหาผู้กระทำความผิด
ภัยร้ายจากบัตรATM
คนร้ายที่มีพฤติการณ์ในการลักลอบโจรกรรมข้อมูลบัตรเอทีเอ็มและบัตรเครดิต มักจะทำงานกันเป็นขบวนการ มีเครือข่ายอยู่ในหลายประเทศทั่วโลก โดยมีทั้งในกลุ่มประเทศเอเชียและยุโรป ซึ่งมีมากที่สุดคือในประเทศมาเลเซีย ทั้งนี้ คนร้ายจะนำเครื่องสกริมเมอร์มาติดตั้งไว้ตามตู้เอทีเอ็มต่างๆ เพื่อดูดข้อมูลจากบัตรแล้วนำข้อมูลนั้นไปปลอมแปลงบัตรใบใหม่ แล้วนำไปใช้ในการกดเงินสด ขณะที่บัตรเครดิตจะมีปัญหามากกว่าบัตรเอทีเอ็ม เพราะนอกจากคนร้ายจะนำไปใช้ในการกดเงินสดแล้วก็จะนำไปใช้รูดซื้อสินค้าด้วย ขณะเดียวกัน ผู้ใช้บริการตู้เอทีเอ็มจะต้องระมัดระวัง ก่อนใช้บริการทุกครั้งจะต้องสังเกตให้รอบคอบว่าตู้เอทีเอ็มที่เลือกใช้มีสิ่งแปลกปลอมหรือไม่ และทุกครั้งที่จะกดระหัสบัตรก็ให้ใช้มือบัง สังเกตให้ดีว่ามีใครจ้องมองดูอยู่หรือไม่ ส่วนกรณีบัตรเครดิตก็ต้องระวังทุกครั้งที่นำไปใช้ต้องสังเกตอย่างใกล้ชิด หากนำบัตรไปใช้รูดซื้อสินค้าก็ต้องสังเกตไม่ให้คลาดสายตา สำหรับการกดรหัสบัตรเอทีเอ็มนั้น ข้อมูลจะมี 2 ชุด อยู่ตรงแถบแม่เหล็ก ดังนั้น ลูกค้าที่ใช้บริการต้องระมัดระวังรหัส 4 ตัว เวลากดบัตรต้องใช้มือซ้ายบังเพื่อป้องกันการแอบดู หรือการแอบดูโดยกล้องวงจรปิด ถ้าเขาไม่รู้รหัสก็ทำอะไรไม่ได้ แต่ถ้าไม่แน่ใจว่ามีคนแอบดูหรือไม่ก็เปลี่ยนรหัสบ่อยๆ ส่วนการใช้กล้องเล็กนั้น มิจฉาชีพจะติดเหนือเครื่องเป็นรูเล็กๆ เท่าปลายเข็ม ถ้าเอามือบังก็จะมองไม่เห็น อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่าคนร้ายพัฒนารูปแบบและวิธีการอย่างต่อเนื่อง เพื่อกระทำความผิดให้ได้ทำให้ป้องกันได้ยาก ส่วนวิธีการสังเกตว่าเครื่องเอทีเอ็มเครื่องไหนติดตั้งเครื่องป้องกันการดูดข้อมูลแล้วหรือไม่นั้น ให้สังเกตไฟกะพริบ หากเห็นมีไฟสีเขียวกะพริบตรงช่องเสียบบัตรก็แสดงว่า เครื่องเอทีเอ็มดังกล่าวได้ติดตั้งเครื่องป้องกันไว้แล้ว ทั้งนี้ ผู้ถือบัตรขอให้สบายใจได้ว่า หากถูกโจรกรรมข้อมูลจากบัตรเอทีเอ็มหรือบัตรเครดิตไป ความเสียหายที่เกิดขึ้นทั้งหมดทางธนาคารจะเป็นผู้รับผิดชอบ ส่วนกลุ่มมิจฉาชีพที่หลอกลวงทางโทรศัพท์ให้ไปกดเงินที่เอทีเอ็ม ซึ่งไม่มีใครสามารถสั่งให้เราทำการใดที่ตู้เอทีเอ็มได้ ธนาคารทุกธนาคารไม่มีนโยบายสั่งการให้ลูกค้าไปทำธุรกรรมใดๆ ที่ตู้เอทีเอ็ม
จาก http://www.easycashservice.com/psc1.html
จาก http://www.easycashservice.com/psc1.html
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)